Skip to main content

การปนเปื้อนสารกำจัดศัตรูพืช คลอร์ไพริฟอส ในผักผลไม้(จีน)


★★★★★

คลอร์ไพริฟอส (chlorpyrifos) เป็นสารเคมีกำจัดแมลงศัตรูพืช ในกลุ่มออร์กาโนฟอสเฟต ใช้กำจัดแมลงศัตรูพืชได้หลากหลายทั้งแมลงปากดูด แมลงปากกัด มีคุณสมบัติทั้งสัมผัสหรือถูกตัวตาย กินตาย การซึมผ่านใบ และเป็นไอระเหย มีการใช้ประโยชน์ทั้งการพ่นสารทางใบ การใช้การพ่นหรือราดลงดิน รองก้นหลุมการฉีดเข้าต้นตามรูเจาะของแมลง หรือใช้สำหรับรักษาเมล็ดพันธุ์พืชเพื่อป้องกันแมลงศัตรูในโรงเก็บ เช่นการคลุกเมล็ดพันธุ์ และชุบกระสอบ การออกฤทธิ์เมื่อได้รับการสัมผัส กิน หรือรับไอสาร โดยจะยับยั้งการทำงานของเอนไซม์อะเซทิลโคลีนเอสเทอเรส ในระบบประสาท ทำให้เกิดอาการชักและเป็นอัมพาตได้

👉 ดูเพิ่มเติมที่ร้านค้า

การปนเปื้อนของคลอร์ไพริฟอสในผักและผลไม้นำเข้าจากสาธารณรัฐประชาชนจีน

ปัจจุบัน “คลอร์ไพริฟอส” คณะกรรมการวัตถุอันตรายได้มีมติห้ามใช้ในประเทศแล้ว และได้มีประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่องบัญชีรายชื่อวัตถุอันตราย (ฉบับที่ 6) พ.ศ.2563 ซึ่งกำหนดให้ “พาราควอต” และ “คลอร์ไพริฟอส”เป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 ห้ามมิให้มีการผลิต นำเข้า ส่งออกหรือมีไว้ในครอบครอง มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน2563 เป็นต้นไป

นอกจากนี้คณะกรรมการอาหารได้เห็นชอบร่างกฎหมายเรื่อง อาหารที่มีสารพิษตกค้าง หลังทบทวนและประชุมหารือกับทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคประชาชน เอกชน และเครือข่ายห้องปฏิบัติการ เห็นชอบร่วมกัน ใช้ “ค่าต่ำสุดที่ห้องปฏิบัติการสามารถตรวจสอบได้” หรือ “LOD” (Limit of Detection)ยึดหลักการสำคัญ เน้นการคุ้มครองความปลอดภัยสุขภาพของผู้บริโภค และความเท่าเทียมระหว่างผู้ผลิตและผู้นำเข้าอาหารตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข กำหนดให้คลอร์-ไพริฟอส (chlorpyrifos) คลอร์ไพริฟอส-เมทิล (chlorpyrifosmethyl) เป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 ลำดับที่ 83 - 84 ใช้บัญชีหมายเลข 5 วิธีการตรวจวิเคราะห์ทางวิชาการสารพิษตกค้างในอาหารที่เกิดจากการใช้วัตถุอันตรายทางการเกษตร แนบท้ายประกาศกระทรวงสาธารณสุข เลขที่ 387 พ.ศ. 2560

เรื่อง อาหารที่มีสารพิษตกค้าง ได้แบ่งชนิดอาหาร 3 กลุ่ม ได้แก่

1. กลุ่ม “ผักสด ผลไม้สด และพืชอื่น ๆ” กำหนดค่า LOD ของคลอร์ไพริฟอส คลอร์ไพริฟอส-เมทิล 0.005 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม

2. กลุ่ม “เนื้อสัตว์ นม ไข่” กำหนดค่า LOD ของคลอร์-ไพริฟอส คลอร์ไพริฟอส-เมทิล 0.005 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม

3. กลุ่ม “ธัญพืชและถั่วเมล็ดแห้ง” กำหนดค่า LOD ของคลอร์ไพริฟอส และคลอร์ไพริฟอส-เมทิล 0.01 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม

ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ 1 มิถุนายน 2564 แต่ในระหว่างนี้จนถึงมิถุนายน 2564 ยังอนุญาตให้นำเข้าอาหารจากประเทศที่ใช้คลอร์ไพริฟอส แต่ผลตกค้างต้องไม่เกินค่า MRLs(Maximum Residue Limits) ของโคเด็กซ์ (CODEX)

บทบาทหน่วยงานที่รับผิดชอบ

ด่านตรวจพืชเชียงแสน อยู่ภายใต้สังกัดของสำนักควบคุมพืชและวัสดุการเกษตร กรมวิชาการเกษตร มีภารกิจและหน้าที่ความรับผิดชอบหลักในการควบคุมกำกับดูแลการเคลื่อนย้ายพืช ให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยพระราชบัญญัติกักพืช พ.ศ. 2507 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 3)พ.ศ. 2551 และกฎหมายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ด่านตรวจพืชเชียงแสนยังได้รับมอบหมายภารกิจจากกรมวิชาการเกษตรให้เป็นหน่วยงานหลักในการตรวจสอบสารพิษตกค้างในสินค้าเกษตรนำเข้าจากต่างประเทศ ที่ผ่านด่านตรวจพืชเชียงของ ด่านตรวจพืชเชียงแสน ด่านตรวจพืชแม่สายด่านตรวจพืชแม่สอด และด่านตรวจพืชแม่ฮ่องสอน โดยนำข้อมูลที่ได้มาใช้เป็นข้อมูลเชิงวิชาการ และนำมากำหนดเป็นเงื่อนไขในการนำเข้า ตลอดจนใช้เป็นข้อมูลในการเจรจาต่อรองทางการค้าร่วมกับนโยบายการลดการปนเปื้อนของสารป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่มีความเสี่ยงสูง 

ปัจจุบันห้องปฏิบัติการงานวิเคราะห์สารพิษตกค้าง ด่านตรวจพืชเชียงแสน สามารถตรวจสารเคมีได้ทั้งหมด 32 ชนิด ใน 3 กลุ่ม คือ กลุ่มออร์กาโนคลอรีน (Organochlorine) กลุ่มออร์กาโนฟอสเฟต (Organophosphate) และกลุ่มไพรี-ทรอยด์ (Pyrethroids) การตรวจวิเคราะห์สารพิษตกค้างในสินค้าเกษตรใช้วิธีการ QuEChERS (Quick, Easy, Cheap,Effective, Rugged and Safe) เป็นวิธีตรวจวิเคราะห์สารพิษตกค้างที่ง่าย รวดเร็ว ใช้สารเคมี และเครื่องมือไม่ยุ่งยากซับซ้อน สามารถตรวจวิเคราะห์สารแบบรวม (Multi-Residue Method) ซึ่งสามารถตรวจวิเคราะห์สารพิษตกค้างได้หลายชนิดในการตรวจวิเคราะห์เพียงครั้งเดียวได้ โดยใช้เครื่องแก๊สโครมาโทกราฟ (Gas Chromatograph, GC) ที่มีตัวตรวจวัด ซึ่งมีความจำเพาะเจาะจงสูง คือ สารกลุ่มออร์กาโนคลอรีนและกลุ่มไพรีทรอยด์ ใช้ตัวตรวจวัดชนิด µECD (Micro Electron Capture Detector) ส่วนกลุ่มออร์กาโนฟอสเฟตใช้ตัวตรวจวัดชนิด FPD (Flame Photometric Detector) 

ตรวจสอบการปนเปื้อน

งานวิเคราะห์สารพิษตกค้าง ด่านตรวจพืชเชียงแสนดำเนินการตรวจสอบสารพิษตกค้างในผักและผลไม้สดจากด่านตรวจพืชเชียงของ ซึ่งนำเข้าจากสาธารณรัฐประชาชนจีนเป็นหลัก โดยในปีงบประมาณ 2563 ผักที่มีการนำเข้าจากสาธารณรัฐประชาชนจีนผ่านด่านตรวจพืชเชียงของ มีปริมาณ 208,343.15 ตัน มูลค่า 3,525.56 ล้านบาท และผลไม้ ปริมาณ 195,946.82 ตัน มูลค่า 4,497.58 ล้านบาท

ซึ่งงานวิเคราะห์สารพิษตกค้าง ด่านตรวจพืชเชียงแสน ได้เข้าไปสุ่มตัวอย่างผักและผลไม้สดที่นำเข้าผ่านด่านตรวจพืชเชียงของจำนวน 627 ตัวอย่าง จาก 55 ชนิดพืช ตรวจพบสารพิษตกค้าง จำนวน 285 ตัวอย่าง คิดเป็นร้อยละ 45.45 โดยตรวจพบ คลอร์ไพริฟอส 92 ตัวอย่าง ปริมาณ 0.010 - 6.18 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ตรวจพบใน 25 ชนิดพืช ดังนี้ ขึ้นฉ่าย ปวยเล้ง ส้มแมนดาริน ผักกาดฮ่องเต้ พุทรา สาลี่ พริก ผักชี ทับทิม ท้อ แอปเปิล เลม่อน มะเขือเทศ องุ่น พลับ เนคทารีน คะน้า ผักกาดหวาน บรอกโคลี กะหล่ำปลีม่วง เซเลอร์รี ผักกาดกวางตุ้ง ส้มนาเวล กะหล่ำดอก และพาสเล่ย์

ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบข้อมูล 3 ปีย้อนหลัง (ปีงบประมาณ 2561 - 2563) ที่มีการตรวจสอบสารพิษตกค้างในผักและผลไม้สดนำเข้าจากสาธารณรัฐประชาชนจีนผ่านด่านตรวจพืชเชียงของ พบว่า ผักที่มีการตรวจพบคลอร์ไพริฟอสบ่อยครั้ง ได้แก่ ปวยเล้ง ผักชี ขึ้นฉ่าย ผักกาดฮ่องเต้ และ พริก ส่วนผลไม้สดที่มีการตรวจพบบ่อยครั้งนั้น ได้แก่ ส้มแมนดาริน พุทรา องุ่น สาลี่ และพลับ

จากข้อมูลผลการวิเคราะห์พบว่าการตรวจพบคลอร์ไพริฟอสอยู่ในช่วงร้อยละ 14.15 -15.41 จากตัวอย่างทั้งหมด ซึ่งหากดูจากแนวโน้มการตรวจพบคลอร์ไพริฟอสแล้วพบว่ามีแนวโน้มสูงขึ้นทุกปี แม้ว่าในปีงบประมาณ 2563 ที่มีการสุ่มเก็บตัวอย่างน้อยลงประมาณ 50% จากงบประมาณปี 2561 - 2562 แต่ร้อยละการตรวจพบอยู่ในเกณฑ์ที่ไม่แตกต่างจากการสุ่มเก็บตัวอย่างในปีงบประมาณก่อนหน้า 

จากข้อมูลข้างต้น งานวิเคราะห์สารพิษตกค้าง ด่านตรวจพืชเชียงแสน ได้รายงานผลการวิเคราะห์ไปยังด่านที่มีการนำเข้าสินค้าเกษตรดังกล่าว เพื่อให้มีมาตรการในการเฝ้าระวัง และบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะสินค้าเกษตรที่มีการตรวจพบสารพิษตกค้างอยู่เป็นประจำในกรณีที่ตรวจพบคลอร์ไพริฟอสซึ่งจัดเป็นวัตถุอันตรายชนิดี่ 4 ตามประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง บัญชีรายชื่อ

วัตถุอันตราย (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2563 นั้น ด่านตรวจพืชเชียงแสนได้มีมาตรการเพิ่มความเข้มงวด โดยดำเนินการเพิ่มการสุ่มเก็บตัวอย่างตามชนิดพืช ซึ่งได้สุ่มเก็บตัวอย่างพืชที่พบวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 เพิ่มเป็นร้อยละ 15 และตัวอย่างพืชที่ตรวจพบสารพิษตกค้างที่มีปริมาณสูงเกินค่า MRLs เพิ่มเป็นร้อยละ 5

อ้างอิง: ลภัสรดา อักษรเนียม; น.ส.พ. กสิกร กรมวิชาการเกษตร