Skip to main content

ข้อมูลประวัติ การค้นพบต้น 'โมกราชินี' (โมกสิริกิติ์) ของไทย

ประวัติการค้นพบ โมกราชินี, โมกสิริกิติ์ (ชื่อวิทยาศาสตร์ Wrightia sirikitiae) ที่วัดพระพุทธบาท สระบุรี โมกชนิดใหม่ เป็นไม้ถิ่นเดียว มีลักษณะดอกสีขาว สวยงาม ดอกมีกลิ่นหอมอ่อน ...

ดูเพิ่มเติม.. ไปที่ร้านค้า

โมกราชินี (โมกสิริกิติ์) ลักษณะดอก, ประวัติการค้นพบ

โมกราชินี (โมกสิริกิติ์)

เมื่อ พ.ศ.2542 ดร. ดี.เจ.มิดเดิลตัน ผู้เชี่ยวชาญพรรณไม้วงศ์ลั่นทม (Apocynaceae) แห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้ตีพิมพ์ผลงานการศึกษาทบทวนพรรณไม้วงศ์ลั่นทมของประเทศไทย ในหนังสือพรรณพฤกษชาติของประเทศไทย ระบุถึงพรรณไม้สกุลโมกมัน (Wrightia) 9 ชนิด และอีก 1 ชนิด คาดว่าจะเป็นพรรณไม้ชนิดใหม่ (Wrightia sp.1)

โดยศึกษาจากตัวอย่างพรรณไม้แห้ง ที่สำรวจพบและเก็บรวบรวมโดย ธวัชชัย สันติสุข และเต็ม สมิตินันทน์ นักพฤกษศาสตร์ของกรมป่าไม้ ในป่าละเมาะธรรมชาติ บนภูเขาหินปูนที่แห้งแล้งรอบวัดพระพุทธบาท อำเภอพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี เมื่อวันที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2515 แต่ยังสรุปและยืนยันไม่ได้ว่าเป็นพรรณไม้ชนิดใหม่ เนื่องจากตัวอย่างพรรณไม้ที่ใช้ศึกษาและอ้างอิงมีเพียงตัวอย่างเดียวและไม่สมบูรณ์

ต่อมาผู้เขียนมีโอกาสได้ศึกษาและเทียบเคียงตัวอย่างพรรณไม้ชนิดนี้กับตัวอย่างพรรณไม้แห้งชนิดต่างๆ ของสกุลโมกมันและสกุลใกล้เคียงที่เก็บสะสมไว้ในพิพิธภัณฑ์หอพรรณไม้ (herbaria) ในต่างประเทศหลายแห่ง

คือ สวนพฤกษศาสตร์คิว กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร, มหาวิทยาลัยไลเดน ประเทศเนเธอร์แลนด์, พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยา กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส, มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด, สวนพฤกษศาสตร์กรุงนิวยอร์ก และพิพิธภัณฑ์แห่งชาติสมิทโซเนียน ประเทศสหรัฐอเมริกา, สวนพฤกษศาสตร์คุนหมิง ประเทศสาธารณรัฐ ประชาชนจีน, มหาวิทยาลัยเกียวโต และมหาวิทยาลัยโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น

ไม่ปรากฏว่ามีตัวอย่างพรรณไม้ที่มีลักษณะเหมือนหรือคล้ายคลึงกับพรรณไม้ชนิดนี้ อีกทั้งยังไม่เคยปรากฏชื่อหรือรายงานลักษณะรูปพรรณของพรรณไม้ชนิดนี้มาก่อน จึงตั้งข้อสังเกตไว้ว่า น่าจะเป็นโมกมันชนิดใหม่ของโลก

ในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.2544 ผู้เขียนมีโอกาสเดินทางไปสำรวจถิ่นกำเนิดของต้นไม้ชนิดนี้อีกครั้ง ณ สถานที่เดิม ในช่วงเวลาที่ห่างกันถึง 29 ปี, เป็นที่น่ายินดีว่า สภาพป่าละเมาะและภูมิประเทศภูเขาหินปูนที่ล้อมรอบวัดพระพุทธบาทยังคงความอุดมสมบูรณ์ตามธรรมชาติเช่นเดิม ได้พบต้นไม้ที่เก็บตัวอย่างครั้งแรก และต้นอื่น ๆ บางต้นกำลังออกดอกและติดผล

จึงได้เก็บตัวอย่างพรรณไม้แห้งเพิ่มเติม ร่วมกับ ดร. ดี.เจ. มิดเดิลตัน และนักพฤกษศาสตร์ของกรมป่าไม้. จากการศึกษาตัวอย่างพรรณไม้ที่สมบูรณ์อีกหลายตัวอย่าง จึงหาข้อยุติและสรุปได้ว่าเป็นพรรณไม้ชนิดใหม่ของโลกในสกุลโมกมันวงศ์ลั่นทมวงศ์ย่อย Apocynoideae.

พรรณไม้ชนิดใหม่ของสกุลโมกมัน มีลักษณะเด่นของรยางค์กลีบดอกที่ยาวเรียวเป็นริ้วแตกแขนงจำนวนมาก แตกต่างจากพรรณไม้ชนิดอื่นของสกุลอย่างเด่นชัด. ชนิดที่มีลักษณะใกล้เคียงได้แก่ Wrightia antidysenterica (L.) R.Br. ของ ประเทศศรีลังกา

พรรณไม้ชนิดใหม่มีสถานสถานภาพเป็นพรรณไม้ถิ่นเดียว (endemic species) ที่หายากและใกล้จะสูญพันธุ์, กรมป่าไม้จึงขอพระราชทานพระราชานุญาต ใช้ชื่อพรรณไม้ชนิดใหม่ของสกุลโมกมัน ในพระนามสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ว่า Wrightia sirikitiae Middleton & Santisuk หรือ "โมกราชินี"

เพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ, จากการที่พระองค์ท่านได้ทรงสนับสนุนและทรงริเริ่มโครงการต่างๆ ด้านการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรความหลากหลายทางชีวภาพในประเทศไทยอย่างจริงจังและต่อเนื่อง และเพื่อความเป็นสิริมงคลในวงการพฤกษศาสตร์ของประเทศไทย.

รายละเอียดของโมกราชินีได้ตีพิมพ์อย่างเป็นทางการในวารสารพฤกษศาสตร์สากล Thai Forest Bulletin (Botany)” ของกรมป่าไม้ ซึ่งเผยแพร่ไปทั่วโลก

ลักษณะทั่วไป โมกราชินี, โมกสิริกิติ์

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Wrightia sirikitiae Middleton & Santisuk
วงศ์ Apocynaceae วงศ์ย่อย Apocynoideae

ต้น : มีลักษณะเป็นไม้ต้นผลัดใบขนาดเล็ก, สูงประมาณ 4-6 เมตร เส้นผ่านศูนย์กลางของลำต้นประมาณ 16-24 เซนติเมตร, ทุกส่วนของต้นมียางสีขาวข้น เปลือกนอกสีน้ำตาลอ่อน มีตุ่มใหญ่หนาแน่น, เปลือกในสีเขียวอ่อน. ลำต้นแตกกิ่งต่ำ กิ่งแขนงระเกะระกะ, พุ่มเรือนยอดรูปทรงกลมค่อนข้างโปร่ง, กิ่งอ่อนมีขนบางๆ ปกคลุมประปราย, กิ่งแก่เกลี้ยง สีน้ำตาล มีช่องอากาศกระจายทั่วไป

ใบ : ใบเดี่ยว ออกตรงข้ามเป็นคู่ ในระนาบเดียวกัน, ก้านใบยาว 4-8 มิลลิเมตร, ใบรูปรี ยาว 2.6-8.3 เซนติเมตร กว้าง 1.7-3.9 เซนติเมตร, ปลายใบแหลมเป็นติ่งสั้นๆ, โคนใบสอบแหลมหรือมน, ขอบใบเรียบ, ผิวใบด้านบนและด้านล่างสีเขียวสด, เส้นกลางใบด้านบนเรียบเสมอผิวใบหรือเป็นแอ่งลงไปเล็กน้อย ด้านล่างจึงนูนออกเป็นสัน, เส้นแขนงใบมี ๘-๔ คู่ เส้นใบเป็นแบบร่างแห. ผิวใบด้านบนมีขนสั้นห่างๆ ตามเส้นกลางใบและเส้นแขนงใบบางเส้น, ผิวใบด้านล่างมีขนนุ่มประปรายตามเส้นกลางใบและเส้นแขนงใบมีขน มากกว่าส่วนอื่น

ดอก :
  • ดอกสีขาว กลิ่นหอมอ่อน ออกเป็นช่อสั้นๆ ที่ปลายกิ่ง ช่อละ 4-8 ดอก
  • ช่อดอกยาว 3.9-5.1 เซนติเมตร, ก้านช่อดอกยาว 2-6 มิลลิเมตร. 
  • ใบประดับขนาดเล็ก หลุดร่วงง่าย. 
  • ก้านดอกยาว 5-12.5 มิลลิเมตร มีขนประปรายเช่นเดียวกับก้านช่อดอก 
  • ดอกมีขนาดและรูปร่างแตกต่างกันมากบนต้นเดียวกัน 
  • กลีบเลี้ยง 5 กลีบ ติดกันที่โคน ปลายแยกเป็นแฉกรูปสามเหลี่ยม 5 แฉก ยาว 2-2.1 มิลลิเมตร กว้าง 1.6-1.7 มิลลิเมตร, ปลายมน, ผิวด้านนอกมี ขนประปราย ด้านในเกลี้ยง ขอบกลีบมีขนห่างๆ, โคนกลีบเลี้ยงด้านใน แต่ละกลีบมีต่อมนูน 2 อัน สูงประมาณ 0.9-1.2 มิลลิเมตร กว้างประมาณ 0.9-1 มิลลิเมตร. 
  • กลีบดอก 5 กลีบ ติดกันคล้ายรูปแจกัน เป็นหลอดทรงกระบอกแคบ ยาว 1.4-1.7 เซนติเมตร, กว้างที่สุดตอนโคนและคอดแคบกว่าตรงหลอดส่วนบน, ปลายหลอดแยกเป็น 5 แฉก รูปไข่หรือรูปขอบขนาน, ปลายมน ยาว 1.4-2.5 เซนติเมตร กว้าง 0.6-1.2 เซนติเมตร มีขนสั้นละเอียดประปรายทั้ง 2 ด้าน. 
  • รยางค์ของกลีบดอกมีจำนวนมาก เรียงเป็น 3 ชั้น โคนก้านติดที่ฐานของแฉกกลีบดอก ลักษณะเป็นเส้นยาวเรียว, รยางค์ 2 ชั้นนอกยาวประมาณ 0.8-1.2 เซนติเมตร ส่วนบนแยกเป็น 2 แฉก, ปลายเป็นตุ่มมน. รยางค์ชั้นในสุดเป็นเส้นเดียว ไม่แยกเป็นแฉก ยาว 1.7-6 มิลลิเมตร ปลายเป็นตุ่มมน. 
  • เกสรเพศผู้ 5 อัน ติดอยู่ที่ส่วนบนของหลอดกลีบดอกด้านใน ก้านชูเกสรสั้นมาก ยาวประมาณ 2 มิลลิเมตร อับเรณูรูปกรวยแหลม ยาว 9 มิลลิเมตร กว้าง 2.6 มิลลิเมตร อับเรณูทั้ง 5 อันประกบกันเป็นรูปเจดีย์ คลุมยอดเกสรเพศเมีย, รังไข่มีขนาดกว้างและยาวประมาณ 2.5 มิลลิเมตร มีขนสั้นทั่วไป ก้านเกสรเพศเมียยาว 1.7 เซนติเมตร มีขนเช่นกัน, ยอดเกสรเพศเมียเป็นตุ่มกลม.

ผล : ผลออกเป็นฝักคู่ รูปคล้ายกระบองยาว, ติดกันสั้นๆ ที่โคน,ปลายแยกห่างออกจากกันจนตั้งฉากซึ่งกันและกัน หรือมากกว่า, ฝักยาว 8.5-14 เซนติเมตร กว้าง 1-1.5 เซนติเมตร ผิวนอกมีช่องอากาศเป็นตุ่มกระจัดกระจาย, ฝักอ่อนสีเขียว ฝักแก่สีน้ำตาลอ่อน แตกออกตามตะเข็บด้านในเมื่อฝักแห้ง, ภายในมีเมล็ดจำนวนมาก, รูปไข่แบน ยาว 1.4-1.6 เซนติเมตร กว้าง 2.4-2.8 มิลลิเมตร. ปลายเมล็ดเป็นกระจุกพู่ขน ยาวประมาณ 2.6-2.9 เซนติเมตร พู่กระจุกขนแผ่ออกเป็นรัศมี ปลายลู่ลงสู่พื้น

ถิ่นกำเนิด : พบขึ้นห่าง ๆ ไม่กี่ต้น ตามซอกหินของภูเขาหินปูนที่แห้งแล้ง ในป่าละเมาะผลัดใบตามธรรมชาติ รอบอาณาเขตวัดพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี เพียงแห่งเดียว, จัดเป็นพรรณไม้ถิ่นเดียว พบเฉพาะในประเทศไทย, มีสถานภาพเป็นพรรณไม้ที่หายาก และใกล้จะสูญพันธุ์ชนิดหนึ่งของโลก, ออกดอกและเป็นผลในช่วงฤดูร้อน, ขยายพันธุ์โดยการเพาะเมล็ดหรือตอนกิ่ง เหมาะสำหรับนำมาส่งเสริมปลูกเป็นพรรณไม้ประดับพื้นเมืองของประเทศไทย. เนื้อไม้ลักษณะคล้ายไม้โมกมัน

เอกสารอ้างอิง:

  • Middleton DJ. Apocynaceae. In: Santisuk T, Larsen K, editors. Flora of Thailand 1999; 7 (Part 1): 1-153.
  • Middleton DJ, Santisuk T. A new species of Wrightia (Apocynaceae: Apocynoideae) from Thailand. Thai Forest Bulletin (Botany) 2001; 29(August): 1-10

บทความโดย ธวัชชัย สันติสุข (บรรยายในการประชุมสำนักวิทยาศาสตร์ ราชบัณฑิตยสถาน เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2544)

แหล่งที่มา : วารสารราชบัณฑิตยสถาน ปีที่ 27 ฉบับที่ 1 ม.ค.-มี.ค. 2545