Posts

บอนม้าลาย (บอนซันโตโซม่า) บอนใบลาย..

Image
สำหรับผู้ที่ชื่นชอบและหลงใหล ในเสน่ห์ความสวยงามของสีสันสดใส และความหลากหลายของบอนสี ยังมีบอนอีกชนิดหนึ่ง ซึ่งอยู่ในสกุลเดียวกับบอนสี Caladium  ซึ่งใบมีลักษณะเด่นที่ลวดลายสีขาวที่สวยงาม Source: Photo by David J. Stang, CC BY-SA 4.0 ชื่อไทย (ชื่อทางการ ), ชื่อสามัญ ภาษาอังกฤษ และชื่อพื้นเมืองอื่น ๆ ชื่อไทยของพรรณไม้ชนิดนี้ มีชื่อทางการ ว่า ลกกะเซีย ซึ่งอ้างอิงตามข้อมูลชื่อพรรณไม้แห่งประเทศไทย โดย เต็ม สมิตินันทน์ ฉบับแก้ไขปรับปรุง พ.ศ. 2557 (กลุ่มงานพฤกษศาสตร์ป่าไม้ สำนักวิจัยการอนุรักษ์ป่าไม้และพันธุ์พืช) และชื่อทางการค้า มักเรียกกันว่า "บอนม้าลาย" ชื่อสามัญของบอนม้าลาย ภาษาอังกฤษ คือ Angel wings, Indian kale, Spoon Flower, White Vein Arrow Leaf, Xanthosoma ชื่อพฤกษศาสตร์ หรือ ชื่อวิทยาศาสตร์ บอนม้าลาย ชื่อวิทยาศาสตร์ บอนม้าลาย คือ Caladium lindenii (André) Madison จัดอยู่ในสกุล Caladium Genus ซึ่งอยู่ในวงศ์ Araceae Family บอนม้าลาย เดิมเคยอยู่ในสกุล Xanthosoma จึงมีบางคนยังเรียกกันว่า "ซันโตโซม่า" เรียกตามชื่อสกุลเดิม ซึ่งปัจจุบันได้ย้ายไปอยู่ในสกุล

บอน'โคโลคาเซีย' Colocasia ของไทยมีกี่ชนิด...

Image
บอนในสกุลโคโลคาเซีย Colocasia มีลักษณะคล้ายกับ บอนในสกุล อโลคาเซีย Alocasia  มาก ซึ่งทั้งสองสกุลนี้มีลักษณะทางพฤกษศาสตร์ที่ใกล้เคียงกันมาก ทั้งลำต้น ใบ ช่อดอก อาจทำให้เกิดความสับสนได้ จุดจำแนกความแตกต่างระหว่างสองสกุลนี้ คือ จำนวนออวุล (ovule) และการจัดเรียงตัวของออวุล บอนในสกุล อโลคาเซีย Alocasia มีออวุล จำนวนน้อย และการจัดเรียงตัวของออวุลเป็นแบบพลาเซนตาที่ฐาน (basal placentation) ส่วน บอนในสกุลโคโลคาเซีย Colocasia มีออวุลจำนวนมาก และมีการจัดเรียงตัวของออวุลเป็นแบบ พลาเซนตาตามแนวตะเข็บ (parietal placentation) บทความนี้จึงขอนำเสนอ บอนในสกุลโคโลคาเซีย Colocasia ที่พบในธรรมชาติของประเทศไทย Source: commons.wikimedia.org; Colocasia esculenta , Taro, Photo by © Wildfeuer, some rights reserved (GDFL + CC BY 2.5) ลักษณะพรรณไม้สกุลบอน โคโลคาเซีย Colocasia Schott บอนในสกุลโคโลคาเซีย มีลักษณะเป็นไม้ล้มลุกอายุหลายปี ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงเวียนออกเป็นกระจุกปลายยอด ปลายใบแหลม ฐานใบก้นปิด เส้นกลางใบนูนทางด้านล่าง เส้นแขนงใบย่อยเรียงจรดกันเป็นร่างแห ก้านใบติดที่ด้านล่างของแผ่นใบ ดอก

ต้น'ลดาดง' ไม้เถาเลื้อยดอกหอม ของไทย...

Image
"ลดาดง" เป็นไม้เถาเลื้อยดอกหอมของไทย ดอกมีลักษณะคล้ายกับ ลดาวัลย์ ซึ่งอยู่ในวงศ์เดียวกัน (วงศ์ Convolvulaceae ) แต่อยู่คนละสกุลกัน ดอกลดาดง คล้ายดอกผักบุ้งสีขาวสะอาด สวยงาม และดอกมีกลิ่นหอม Source: Photo by กลุ่มงานพฤกษศาสตร์ป่าไม้ ชื่อไทย (ชื่อทางการ ), ชื่อสามัญ ภาษาอังกฤษ และชื่อพื้นเมืองอื่น ๆ ชื่อไทยของพรรณไม้ชนิดนี้ มีชื่อทางการ ว่า ลดาดง ซึ่งอ้างอิงตามข้อมูลชื่อพรรณไม้แห่งประเทศไทย โดย เต็ม สมิตินันทน์ ฉบับแก้ไขปรับปรุง พ.ศ. 2557 (กลุ่มงานพฤกษศาสตร์ป่าไม้ สำนักวิจัยการอนุรักษ์ป่าไม้และพันธุ์พืช) ชื่อพฤกษศาสตร์ หรือ ชื่อวิทยาศาสตร์ ลดาดง ชื่อวิทยาศาสตร์ ลดาดง คือ Tridynamia spectabilis (Kurz) Parmar จัดอยู่ในสกุล Tridynamia Genus ซึ่งอยู่ในวงศ์ Convolvulaceae Family ถิ่นกำเนิด ลดาดง และการกระจายพันธุ์ พบที่อัสสัม พม่า ลาว และในไทย พบที่ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคตะวันตกเฉียงใต้ของไทย ที่แม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ น่าน ลำปาง แพร่ เพชรบูรณ์ และกาญจนบุรี ถิ่นที่อยู่ นิเวศวิทยา และสภาพนิเวศของลดาดง ต้นลดาดง พบขึ้นตามเขาหินปูน ในป่าเบญจพรรณ ความสูง 100-

บอน"อโลคาเซีย"Alocasia ของไทยมีกี่ชนิด...

Image
ปัจจุบันกระแสไม้ประดับในกลุ่มบอน กำลังได้รับนิยมและความสนใจกันมากขึ้น ส่งผลให้มีราคาสูงขึ้นมาก ดังนั้นผู้ที่สนใจพรรณไม้ในกลุ่มบอนในสกุลอโลคาเซีย (ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับ บอน ในสกุลโคโลคาเซีย Colocasia ) จึงควรศึกษาหาข้อมูลไว้ก่อนจะเสียเงินซื้อต้นบอนราคาแพง อย่างน้อยควรรู้ข้อมูลเบื้องต้นเป็นพื้นฐานไว้บ้าง บทความนี้จึงขอนำเสนอรายชื่อ อโลคาเซียที่พบในธรรมชาติของไทย Photo by Forest Botany Division พรรณไม้สกุลอโลคาเซีย Alocasia (Schott) G. Don หรือสกุลบอนกระดาด ถูกจัดอยู่ในวงศ์บุกบอน (Araceae) มีถิ่นกำเนิด กระจายพันธุ์ในเขตร้อนและกึ่งเขตร้อนของเอเชีย ไปจนถึงทางตะวันออกของออสเตรเลีย ขยายพันธุ์โดยการแยกหัว และเพาะเมล็ด นิยมปลูกเป็นไม้ประดับ ปลูกประดับสถานที่ ปลูกเป็นไม้กระถาง ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ สกุลอโลคาเซีย Alocasia ลักษณะต้นบอนอโลคาเซีย เป็นไม้ล้มลุกอายุหลายปี ใบ เป็นใบเดี่ยวออกเป็นกระจุกที่ปลายยอดลำต้นเหนือดิน หรือออกจากข้อห่าง ๆ แผ่นใบอโลคาเซีย Alocasia มีหลายลักษณะเช่น รูปไข่ รูปไข่กว้าง รูปรี รูปหัวใจ รูปสามเหลี่ยม รูปเลี้ยงลูกศร ก้านใบติดที่แผ่นใบด้านล่างหรือติดที่ฐานของ

วิวัฒนาการของวงศ์แคคตัส (กระบองเพชร)..

Image
แคคตัส หรือที่คนไทยเรียกว่า กระบองเพชร เป็นหนึ่งในไม้อวบน้ำที่นิยมปลูกเลี้ยงอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน ด้วยมีลักษณะรูปร่างที่ดูแปลกตา มีหนามแหลมคม รวมทั้งยังมีดอกที่มีสีสันสวยงาม จากการสำรวจในธรรมชาติพบว่ามีแคคตัสมากกว่า 1400 ชนิด จาก 124 สกุล แต่ทราบหรือไม่ว่าแคคตัสนั้นเกิดขึ้นครั้งแรกบนโลกเมื่อไหร่ ที่ไหน และวิวัฒนาการมาจนเป็นแคคตัสที่มีความหลากหลายเช่นนี้ได้อย่างไร? ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่าเนื้อหาในนี้จะไม่ได้ลงรายละเอียดถึงชื่อแคคตัสชนิดต่างๆ สายวิวัฒนาการต่างๆ และระบบการจัดจำแนกของแคคตัส แต่จะเป็นการเล่าในภาพรวม สำหรับผู้ที่ไม่รู้จักแคคตัสมากนักก็อาจจะพอจินตนาการทำความเข้าใจได้บ้าง มีผลการวิจัยทางวิวัฒนาการชาติพันธุ์ของพืชในวงศ์แคคตัสออกมาว่า พืชวงศ์แคคตัส (Cactaceae) เป็นพืชที่มีบรรพบุรุษร่วมกันกับพืชอีกสองวงศ์ คือพืชในวงศ์ของต้นลูกชุบ (Anacampserotaceae) และวงศ์ผักเบี้ย (Portulaceae) หรืออาจจะพูดว่าวงศ์ของต้นคุณนายตื่นสาย แพรเซี่ยงไฮ้ และปอตูลาก้า อาจจะฟังดูคุ้นชินกว่าสำหรับผู้ที่นิยมปลูกเลี้ยงไม้ประดับ หากถามว่าบรรพบุรุษของพืชทั้งสามวงศ์นี้หน้าตาเป็นอย่างไรก็คงจะตอบได้ยาก

ต้นดาวกระจายไต้หวัน วัชพืชดอกสวยน่ารัก..

Image
ดาวกระจายไต้หวัน : สวยใส.. แต่ร้ายกาจ พืชต่างถิ่นรุกราน (Alien Spicies) ที่ระบาดรุนแรงสูงสุด 51 ชนิดแรกของไทย ระบาดไปทั่วประเทศ ตั้งแต่เหนือจรดใต้ ชื่ออื่น : ปืนนกไส้, หญ้าก้นจ้ำขาว ชื่อสามัญ : Blackjack, Spanish needle ชื่อวิทยาศาสตร์ : Bidens pilosa L. วงศ์ทานตะวัน : Asteraceae ต้นดาวกระจายไต้หวัน ถิ่นกำเนิดมาจากทวีปอเมริกาในเขตร้อน ปัจจุบันแพร่กระจายพันธุ์ตามธรรมชาติได้เองไปในเขตร้อนและกึ่งเขตร้อนทั่วโลก เป็นไม้ล้มลุกอายุปีเดียว สูง 25-100 ซม. กิ่งเป็นสี่เหลี่ยม มีขนสีขาว ใบเรียงตรงข้ามสลับตั้งฉาก ใบประกอบแบบ 3 ใบ หรือแบบขนนก 1 ชั้น มีใบย่อย 5 ใบ ผิวเกลี้ยงหรือมีขนประปราย ขอบใบจักฟันเลื่อย ปลายใบเรียวแหลม ช่อดอกตั้ง ออกตามปลายกิ่ง ช่อดอกทรงกลมคล้ายดอกดาวกระจาย มีกลีบประดับห่อที่โคนช่อดอกสีเขียว รูปใบหอกกลับ 8 กลีบ กลีบดอกรอบช่อดอกไม่พบ หรือถ้ามีจะเป็นสีขาว มี 5-8 กลีบ รูปไข่กลับ ยาว 1 ซม. ดอกวงในมีจำนวนมากอัดกันแน่น สีเหลือง  ผลแบบแห้งมีเมล็ดสีดำรูปแถบยาว 7-15 มม. เป็นสี่เหลี่ยมมีขนสาก ปลายเมล็ดมีระยางค์ 2-4 เส้น และมีหนามคล้ายเงี่ยงตะขอ  ดาวกระจายไต้หวัน เข้ามาสู่

กุหลาบพุกาม ไม้ดอก วงศ์กระบองเพชร ..

Image
กุหลาบพุกาม มีชื่อนำหน้าว่า "กุหลาบ" แต่จริง ๆ แล้วไม่เกี่ยวอะไรกับ กุหลาบในวงศ์ Rosaceae เลยสักนิด เพราะกุหลาบพุกาม อยู่ในวงศ์กระบองเพชร Cactaceae ซึ่งมีลักษณะเป็นไม้ยืนต้นทรงพุ่ม มีใบ มีหนาม ซึ่งแตกต่างจากสกุลต่าง ๆ ในวงศ์กระบองเพชร ซึ่งส่วนใหญ่ไม่มีใบและใช้ลำต้นในการสังเคราะห์แสง Source: Photo by อุทยานหลวงราชพฤกษ์ ชื่อไทย (ชื่อทางการ ), ชื่อสามัญ ภาษาอังกฤษ ชื่อไทยของพรรณไม้ชนิดนี้ มีชื่อทางการ ว่า กุหลาบพุกาม ซึ่งอ้างอิงตามข้อมูลชื่อพรรณไม้แห่งประเทศไทย โดย เต็ม สมิตินันทน์ ฉบับแก้ไขปรับปรุง พ.ศ. 2557 (กลุ่มงานพฤกษศาสตร์ป่าไม้ สำนักวิจัยการอนุรักษ์ป่าไม้และพันธุ์พืช) ชื่อสามัญของกุหลาบพุกาม ภาษาอังกฤษ คือ Rose Cactus, Wax Rose, Perescia, Leaf Cactus, Jarum Tujuh Bilah ชื่อพฤกษศาสตร์ หรือ ชื่อวิทยาศาสตร์ ของกุหลาบพุกาม ชื่อวิทยาศาสตร์ กุหลาบพุกาม คือ Leuenbergeria bleo (Kunth) Lodé จัดอยู่ในสกุล Leuenbergeria Genus ซึ่งอยู่ในวงศ์กระบองเพชร Cactaceae Family ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์ของกุหลาบพุกาม กุหลาบพุกาม มีถิ่นกำเนิดใน โคลัมเบีย ปานามา และนิการากัว

ต้นกุหลาบขาวเชียงดาว คำขาวเชียงดาว..

Image
กุหลาบขาวเชียงดาว ไม้ดอกพื้นเมืองของไทย ดอกสีขาวอมชมพู อ่อนหวาน สวยงาม เป็นพันธุ์ไม้ป่าที่หายาก และมีดอกขนาดใหญ่ที่สุดในสกุลนี้ที่พบในไทย พบเฉพาะบนเขาหินปูน ดอยเชียงดาว และดอยอินทนนท์ จ.เชียงใหม่ เป็นดอกไม้ที่สวยงามราวกับ ดอกไม้แห่งสรวงสวรรค์ แต่งแต้มความสดชื่นมีชีวิตชีวา ให้แก่ขุนเขา Source: Photo by กลุ่มงานพฤกษศาสตร์ป่าไม้ ชื่อไทย (ชื่อทางการ ), ชื่อสามัญ ภาษาอังกฤษ และชื่อพื้นเมืองอื่น ๆ ชื่อไทยของพรรณไม้ชนิดนี้ มีชื่อทางการ ว่า กุหลาบขาว ซึ่งอ้างอิงตามข้อมูลสารานุกรมพืช กลุ่มงานพฤกษศาสตร์ป่าไม้ สำนักวิจัยการอนุรักษ์ป่าไม้และพันธุ์พืช โดยยังมีชื่ออื่น ๆ ที่เป็นชื่อพื้นเมือง หรือ ชื่อท้องถิ่นต่าง ๆ เช่น คำขาวเชียงดาว, กุหลาบขาว, ดอกสามสี, ไม ชื่อสามัญของกุหลาบขาวเชียงดาว ภาษาอังกฤษ คือ White Rhododendron ชื่อพฤกษศาสตร์ หรือ ชื่อวิทยาศาสตร์ กุหลาบขาวเชียงดาว ชื่อวิทยาศาสตร์ กุหลาบขาวเชียงดาว คือ Rhododendron ciliicalyx Franch. จัดอยู่ในสกุล Rhododendron Genus ซึ่งอยู่ในวงศ์ Ericaceae Family ถิ่นกำเนิด การกระจายพันธุ์และนิเวศวิทยา กุหลาบขาวเชียงดาว การกระจายพันธุ์และน

ลักษณะบอนสี และคำศัพท์ในวงการบอนสี..

Image
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ของบอนสี บอนสีเป็นพืชล้มลุกที่ใบมีสีสันสวยงาม เป็นพืชที่จัดอยู่ในสกุล Caladium วงศ์ ARACEAE มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Caladium bicolor บอนสีเป็นไม้หัวและเป็นพันธุ์ไม้ที่อวบน้ำ ดูดซึมและคายน้ำได้เร็ว บอนสีสามารถจำแนกทางพฤกษศาสตร์ได้ดังนี้ หัวบอนสี (TUBER) หัวบอนสี มีลักษณะคล้ายหัวมันฝรั่ง หัวแห้ว หรือหัวเผือกเนื้อในละเอียดขาวนวล หรือขาวอมเหลืองอ่อน ที่หัวมีตาหรือเขียว เขียวจะแตกหน่อเพื่อนำมาขยายพันธุ์ นอกจากนั้นหัวบอนสียังเป็นแหล่งสะสมอาหารในช่วงหน้าแล้ง ในระยะที่บอนสีพักตัว ในช่วงฤดูหนาวใบบอนสีจะหลุดทิ้งไปป้องกันการสูญเสียน้ำจากใบ เมื่อ เข้าฤดูฝนหัวของบอนสีจะงอกราก สร้างต้นและใบใหม่ ราก (ROOT) รากบอนสี จะเป็นรากฝอยที่งอกออกจากหัวด้านบนระหว่างรอยต่อของหัวบอนกับลำต้น ลำต้น (STEM) ลำต้นบอนสี จะอยู่ระหว่างส่วนของหัวกับกาบใบ ลำต้นจะมีความสั้นมาก จะมองเห็นเมื่อกาบใบแรกขึ้นและใบร่วงหลุดหลายใบจึงจะเห็นลำต้นบอน ก้านใบ (TWIG) ก้านใบบอนสี บริเวณเหนือจากกาบใบขึ้นไปจรดคอใบบอนก้านใบจะงอกจากหัวชใบเหนือพื้นดิน ก้านใบมีลักษณะอวบน้ำ ก้านใบจะมีสีดำ สีน้ำตาล สีเขียว ขึ้นอยู่กับแต่ละส

ขยายพันธุ์บอนสี ผสมพันธุ์ ผ่าหัว แยกหน่อ..

Image
การขยายพันธุ์บอนสี สามารถทำได้หลายวิธี ซึ่งมีหลักการสำคัญในการขยายพันธุ์บอนสี สามารถแยกได้ 4 วิธี ได้แก่ การผสมพันธุ์, การผ่าหัว, การแยกหน่อ การผสมพันธุ์บอนสี การผสมพันธุ์บอนสีเป็นวิธีการขยายพันธุ์ที่ผู้ปลูกเลี้ยงสามารถได้ต้นใหม่ที่เกิดจากการผสมพันธุ์อย่างแน่นอน แต่ต้นที่เกิดจากการผสมเกสรจะได้สายพันธุ์ที่สวยงามหรือไม่ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ตลอดจนถึงการเลี้ยงพ่อแม่พันธุ์ต้นบอนสีจะต้องมีลักษณะแข็งแรง สมบูรณ์ สีสันสวยงามเด่นชัด เช่น สีแดงชมพู เขียว ขาว หรือสองสีอยู่บนใบเดียวกัน เป็นต้น นอกจากนั้นผู้ปลูกเลี้ยงยังนิยมใช้เกสรจากพันธุ์ใบกลมผสมกับใบไทย ใบกลมผสมกับใบกลมหรือใบยาวกับใบกลม จึงทำให้ลูกบอนสีได้มีทั้งใบไทย ใบกลม และใบยาวและส่วนมากไม่นิยมเอาเกสรจากพันธุ์ใบยาวผสมกับพันธุ์ใบยาว จะทำให้ลูกไม้ที่ได้ใหม่ไม่สวย การผ่าหัวบอนสี วิธีการผ่าหัวบอนสี เป็นวิธีการขยายพันธุ์ที่ดีที่สุดที่นิยมใช้กันแพร่หลายซึ่งมีข้อดี คือ ขยายพันธุ์ได้เร็วและจำนวนมาก ทำให้สามารถผ่าหัวได้ชิ้นเนื้อจำนวนมากถึง 20 ชิ้น ขึ้นอยู่กับฝีมือของผู้ปลูกเลี้ยงและขนาดของหัวพันธุ์ นอกจากนั้นต้นที่ได้จากการผ่าหัวส่วนใหญ่จะได้ต้