Skip to main content

ต้นไม้ 'ปัดหิน' (ข่อยหิน, พุดผา) ไม้ดอกหอมพื้นเมืองของไทย

"พุดผา" หรือมีชื่ออื่นว่า ปัดหิน ข่อยหิน ข่อยโคก ข่อยดาน เป็นพรรณไม้พื้นเมืองของไทย ดอกสีขาวบานสะพรั่งสวยงามและส่งกลิ่นหอมแรง นิเวศวิทยาในประเทศไทย ขึ้นอาศัยบนลานหินทราย ในป่าเต็งรัง

ดูเพิ่มเติม.. ไปที่ร้านค้า

พุดผา (ปัดหิน) ดอกพุดพื้นเมืองของไทย บอนไซ ไม้แคระ ดอกสีขาว มีกลิ่นหอม
ภาพ* : [1]

พุดผา (ปัดหิน)

ถิ่นกำเนิดพุดผา(ปัดหิน) พบทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก และภาคกลาง ที่ระดับความสูง 50–590 ม. การกระจายพันธุ์ที่ ลาว กัมพูชา เวียดนาม

ดอกพุดที่เรียกกันว่า"พุดผา"ในไทยจะมีอยู่ 2 ชนิด ซึ่งทั้งสองชนิดนี้มีลักษณะดอกคล้ายกันมาก คือ 

  1. พุดผา (พุดสีดาดง) Gardenia collinsiae Craib 
  2. พุดผา (ปัดหิน) Gardenia saxatilis Geddes   

ความแตกต่างอยู่ที่ ต้นพุดผา (พุดสีดาดง) G. collinsiae เป็นไม้ยืนต้น มีความสูงได้ถึง 3-5 เมตร ใบรูปรีแกมสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูน แต่ต้นพุดผา (ปัดหิน) G. saxatilis เป็นไม้พุ่มโปร่ง มีความสูงเพียง 1-3 เมตร และ ใบรูปไข่กลับ ปลายใบโค้งมนกลม

พุดผา (ปัดหิน) มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Gardenia saxatilis Geddes (อ่านว่า กา-ดิ-เนีย แซก-ซา-ติ-ลิส) จัดอยู่ในวงศ์พุด Rubiaceae สำรวจพบครั้งแรกโดย หมอคาร์ ชาวไอริช เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2467 ที่จังหวัดมุกดาหาร ในระดับความสูง 100 เมตร มีรายงานการตั้งชื่อในปี พ.ศ.2471

ลักษณะเด่นเฉพาะตัว

ลักษณะเด่นเฉพาะตัวของพุดผา(ปัดหิน) คือ เป็นพรรณไม้ที่ขึ้นอยู่ตามซอกบนลานหินทราย หรือตามพื้นทรายบนลานหินทรายที่แห้งแล้ง กลางแจ้งแดดจัด จึงสามารถทนแล้งได้ดี เติบโตช้า ทรงพุ่มโปร่ง ออกดอกดก 

ดอกพุดผา ดอกมีกลิ่นหอมแรง จึงนิยมปลูกเป็นไม้แคระหรือบอนไซ รูปทรงค่อนข้างคงที่ จึงสามารถปลูกในกระถางได้โดยไม่ต้องเปลี่ยนกระถางบ่อย

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

ต้นพุดผา (ปัดหิน) มีลักษณะเป็นไม้พุ่ม ผลัดใบ เจริญเติบโตช้ามาก มีความสูง 1-3 เมตร แตกกิ่งก้านไม่เป็นระเบียบ ใบเดี่ยวเรียงตรงข้ามสลับตั้งฉาก ใบรูปไข่กลับ กว้าง 1.8–2 ซม. ยาว 1.5–3 ซม. ปลายใบโค้งมนกลม โคนใบรูปลิ่ม ขอบใบเรียบ ผิวใบมีขน คายสากมือ

ดอกพุดผา (ปัดหิน) มักออกเดี่ยว ๆ ดอกสีขาวนวล ดอกมีกลิ่นหอมแรง ก้านดอกสั้น กลีบเลี้ยงโคนเชื่อมติดกันเล็กน้อย ปลายแยกเป็น 6 แฉก สีเขียว มีขนปกคลุม 

 กลีบดอกโคนเชื่อมติดกันเป็นหลอด รูปทรงกระบอกแคบ ปลายแยกเป็น 6 แฉก กลีบดอกรูปไข่กลับหรือรูปคล้ายสามเหลี่ยมกลับหัว ปลายมนหรือตัด กลีบดอกสีขาว มีขนขนาดเล็กปกคลุม

เกสรเพศผู้ มี 6 อัน ลักษณะเป็นแผ่นเรียว ส่วนโคนติดอยู่ด้านในของหลอดกลีบดอก รังไข่อยู่ใต้วงกลีบ รูปเกือบกลม มี 2 ห้อง 

ผลแบบคล้ายผลมีเนื้อหนึ่งถึงหลายเมล็ด ทรงกลม มักมีเมล็ดเดียว ผลกลมสีเขียวสดเมื่อผลสุกสีส้ม ออกดอกและเป็นผลเดือนมกราคม–พฤษภาคม

อ้างอิง

  1. หนังสือเผยแพร่; พืชที่ถูกคุกคามในป่าภูวัว-ภูลังกา สำนักงานหอพรรณไม้ สำนักวิจัยการอนุรักษ์ป่าไม้และพันธุ์พืช กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช, 2558
  2. พรรณไม้ถิ่นเดียว: การอนุรักษ์และพัฒนาการใช้ประโยชน์ โดย ดร. ปิยะ เฉลิมกลิ่น, จิรพันธ์ ศรีทองกุล, อนันต์ พิริยะภัทรกิจ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย, 2551.