Skip to main content

ปลูกต้นมะเขือเทศ ระวังหนอนแมลงวันชอนใบ โรคเหี่ยวเขียว


★★★★★

กรมวิชาการเกษตร แจ้งเตือนภัยแปลงมะเขือเทศเฝ้าระวังหนอนแมลงวันชอนใบและโรคเหี่ยวเขียว ชี้หากพบระบาดขั้นรุนแรงต้นตาย แนะเกษตรกรหมั่นสำรวจแปลง หากพบการะบาดให้เผาเศษใบมะเขือเทศที่ถูกทำลายตัดวงจรแพร่ระบาด ขุดต้นที่เป็นโรคไปทำลายนอกแปลง พร้อมกับไม่ปลูกพืชอาศัยเชื้อสาเหตุโรคช่วยลดการแพร่ระบาดโรคเหี่ยวเขียว

👉 ดูเพิ่มเติมที่ร้านค้า

หนอนแมลงวันชอนใบ โรคเหี่ยวเขียว มะเขือเทศ

หนอนแมลงวันชอนใบ มะเขือเทศ

สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช  กรมวิชาการเกษตร  แจ้งเตือนเกษตรกรผู้ปลูกมะเขือเทศหมั่นสำรวจสวนและเฝ้าระวังการเข้าทำลายของศัตรูพืชที่มักพบระบาดในช่วงเวลานี้คือหนอนแมลงวันชอนใบ

ซึ่งพบการเข้าทำลายได้ในทุกระยะการเจริญเติบโตของมะเขือเทศ โดยตัวหนอนจะชอนไชอยู่ในใบทำให้เกิดรอยเส้นสีขาวคดเคี้ยวไปมา  เมื่อนำใบมะเขือเทศมาส่องดูจะพบหนอนตัวเล็กสีเหลืองอ่อนโปร่งแสงใสอยู่ภายในเนื้อเยื่อใบ หากระบาดรุนแรงจะทำให้ใบเสียหายร่วงหล่น ซึ่งจะมีผลต่อผลผลิตหากมะเขือเทศไม่สามารถสร้างใบทดแทนได้ก็จะตายไปในที่สุด

วิธีการป้องกันกำจัดหนอนแมลงวันชอนใบ มะเขือเทศ

หากพบการเข้าทำลายของหนอนแมลงวันชอนใบ ตามคำแนะนำของสำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช คือ เผาทำลายเศษใบมะเขือเทศที่ถูกทำลายตามพื้นดิน จะช่วยลดการแพร่ระบาดได้

หนอนแมลงวันชอนใบ มะเขือเทศ

เนื่องจากดักแด้ที่อยู่ตามเศษใบมะเขือเทศจะถูกทำลายไปด้วย ใช้สารกำจัดแมลงที่มีประสิทธิภาพตามคำแนะนำ เช่น

  • อีมาเมกตินเบนโซเอต 1.92% EC อัตรา 10 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร
  • อิมิดาโคลพริด 70% WG อัตรา 10 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร
  • โทลเฟนไพแรด 16% EC อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร
  • เบตา-ไซฟลูทริน 2.5% EC อัตรา 30 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร

โดยพ่นสารฆ่าแมลงเมื่อพบการระบาดพ่น 2 ครั้งติดต่อกันทุก 5 วัน

โรคเหี่ยวเขียว มะเขือเทศ

นอกจากนี้ เกษตรกรยังต้องเฝ้าระวังการระบาดของโรคเหี่ยวเขียว จากเชื้อแบคทีเรีย Ralstonia solanacearum โดยอาการเริ่มแรกใบล่างจะเหี่ยวและลู่ลง   ใบแก่ที่อยู่ด้านล่างมีอาการเหลือง และใบที่เหี่ยวจะเปลี่ยนเป็นสีเหลือง

ระยะแรกจะแสดงอาการเหี่ยวเฉพาะเวลากลางวันที่อากาศร้อนจัดต่อมาอาการเหี่ยวจะนานขึ้นจนกระทั่งเหี่ยวถาวรทั้งวัน   อาการจะลามขึ้นไปยังส่วนยอด   ขอบใบม้วนลงด้านล่าง

เมื่อถอนต้นขึ้นมาพบว่ารากเกิดอาการเน่า และถ้าตัดลำต้นตามขวางแช่น้ำสะอาด ภายใน 5-10 นาทีจะมีเมือกสีขาวขุ่นไหลออกมาตามรอยตัดเป็นสายละลายปนกับน้ำ หากอาการรุนแรงจะพบภายในลำต้นกลวงเนื่องจากเนื้อเยื่อถูกทำลายโดยเชื้อสาเหตุโรคและมะเขือเทศจะตายในที่สุด

แนวทางในการป้องกันกำจัดโรคเหี่ยวเขียว

เกษตรกรควรเลือกพื้นที่ปลูกที่ไม่เคยมีการระบาดของโรคนี้มาก่อนและมีการระบายน้ำที่ดี  ไถพรวนดินให้ลึกเกินกว่า 20 เซนติเมตรจากผิวดินและตากดินไว้นานกว่า 2 สัปดาห์จะช่วยลดปริมาณเชื้อสาเหตุโรคในดินลงได้มาก

สำหรับพื้นที่ที่เคยมีการระบาดของโรค สามารถฆ่าเชื้อโรคในดินโดยใช้ยูเรียผสมปูนขาว อัตรา 80 : 800 กิโลกรัมต่อไร่ หว่านลงในแปลงหลังไถพรวนดินครั้งแรก จากนั้นไถกลบและรดน้ำให้ดินมีความชื้น ทิ้งไว้ 3-4 สัปดาห์จึงเริ่มปลูกพืช

โรคเหี่ยวเขียว มะเขือเทศ

พร้อมกับหมั่นตรวจแปลงปลูกอย่างสม่ำเสมอ เมื่อพบต้นที่แสดงอาการของโรคให้ขุดต้นที่เป็นโรคนำไปทำลายนอกแปลงปลูกทันทีและโรยปูนขาวบริเวณหลุมที่ขุดเพื่อป้องกันการระบาดของโรค

อุปกรณ์และเครื่องมือที่ใช้ในการเกษตรควรฆ่าเชื้อโดยจุ่มหรือพ่นด้วยแอลกอฮอล์ 70% หรือคลอรอกซ์ 10% ก่อนใช้ทุกครั้ง เพื่อป้องกันไม่ให้มีการระบาดของเชื้อ  ปรับระบบการให้น้ำ ควบคุมความชื้นในดินไม่ให้มากเกินไปเพื่อลดการเกิดโรค

ไม่ควรปลูกพืชที่เป็นพืชอาศัยของเชื้อสาเหตุโรค เช่น พืชตระกูลขิง พืชตระกูลมะเขือ พริกและถั่วลิสงบริเวณใกล้แปลงปลูกมะเขือเทศที่เป็นโรคเพื่อลดการแพร่ระบาดของโรค

ในแปลงที่มีการระบาดของโรค หลังเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้วให้นำส่วนต่าง ๆ ของพืชที่เป็นโรคไปทำลายนอกแปลงปลูก  และในพื้นที่เกิดโรคระบาดควรปลูกพืชหมุนเวียนที่ไม่ใช่พืชอาศัยของเชื้อสาเหตุโรค เช่นข้าวโพด ข้าวฝ้าย ถั่วเหลือง สลับกันเป็นเวลามากกว่า 1 ปี

References: กรมวิชาการเกษตร