Skip to main content

ต้นไม้: เครือไพสง (จุกโรหินี) ประโยชน์ สรรพคุณทางสมุนไพร


★★★★★

ต้นไม้: เครือไพสง (จุกโรหินี) ประโยชน์ สรรพคุณทางสมุนไพร

เครือไพสง (จุกโรหินี)

ชื่อวิทยาศาสตร์ (ชื่อพฤกษศาสตร์)

เครือไพสง ชื่อวิทยาศาสตร์ ว่า Streptocaulon kleinii Wight & Arn. จัดเป็นพืชในสกุล Streptocaulon อยู่ในวงศ์โมก (Apocynaceae) ซึ่งพันธุ์พืชนี้ ทางเราจัดไว้ในกลุ่มสมุนไพร

ชื่อไทย

ชื่อที่เป็นทางการ หรือ ชื่อราชการของพืชชนิดนี้ มีชื่อไทยว่า จุกโรหินี (อ้างอิงจากข้อมูลชื่อพรรณไม้แห่งประเทศไทย; เต็ม สมิตินันท์ ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2557)

ต้นเครือไพสง ยังมีชื่ออื่น ๆ ที่เป็นชื่อพื้นเมือง หรือชื่อท้องถิ่น ว่า จุกโรหินี (ชัยนาท), ขี้เดือน (สุราษฎร์ธานี), ไซสง เครือไซสง (ชัยภูมิ, อ.โพธิ์ตาก อ.ศรีเชียงใหม่ หนองคาย), ตำยาน เครือไอ้แบ้ (ไทโคราช-อ.ชุมพวง นครราชสีมา), เครือไพสง (ไทลาว-อ.เมืองยาง นครราชสีมา, ขอนแก่น, ศรีสะเกษ, ยโสธร), เครือซูด (ร้อยเอ็ด), เครือเขาขน (อ.พรรณานิคม สกลนคร), เครือปะสง ยางปะสง (อ.กันทรารมย์ ศรีสะเกษ, อ.ศรีสงคราม นครพนม), เครือพายถุง นิรพานบ่กลับ (ไทญ้อ-อ.ศรีสงคราม จ.นครพนม), เวือซาร์ (เขมร-อ.ท่าตูม สุรินทร์), วัลกะเซา (ส่วย-อ.ท่าตูม สุรินทร์) และมีชื่อสามัญ (ภาษาอังกฤษ) ว่า -

ต้นไม้: เครือไพสง (จุกโรหินี) ประโยชน์ สรรพคุณทางสมุนไพร

นิเวศวิทยา

ต้นเครือไพสง ในประเทศไทยพบขึ้นตามที่โล่งแจ้งในทุ่งหญ้า หรือชายป่าดงดิบแล้ง และป่าบุ่งป่าทาม ในเขตที่ราบน้ำท่วมถึง ที่ความสูงจากระดับน้ำทะเลไม่เกิน 200 ม.

การกระจายพันธุ์

การกระจายพันธุ์ของเครือไพสง ในไทยพบในเขตที่ราบลุ่มภาคกลาง ตั้งแต่ จ. สุโขทัย ลงไปถึง จ. สุราษฎร์ธานี และภูเก็ต, พบได้ง่ายตามป่าบุ่งป่าทามทั่วภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ต่างประเทศพบในประเทศลาว เวียดนาม และกัมพูชา

เครือไพสง ออกดอกเดือนไหน

ต้นเครือไพสง ออกดอกช่วงเดือน พฤศจิกายน - พฤษภาคม ผลแก่ช่วงเดือน กุมภาพันธ์ - สิงหาคม

ต้นไม้: เครือไพสง (จุกโรหินี) ประโยชน์ สรรพคุณทางสมุนไพร

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ของเครือไพสง

  • ลักษณะวิสัย: ไม้เลื้อยล้มลุก อายุหลายปี ยาว 3-5 ม.
  • ลำต้น: ทุกส่วนเมื่อเกิดแผลจะมีน้ำยางสีขาวขุ่น ตามกิ่งและเถาอ่อนมีขนสีสนิมหนาแน่น เถามีข้อและช่องอากาศนูน
  • ใบ: ใบเดี่ยว เรียงตรงข้าม ใบรูปขอบขนานหรือแกมรูปหอกกลับ ยาว 5-10 ซม. ปลายใบมนและหยักคอดเป็นติ่งสั้น โคนใบเว้ารูปหัวใจหรือตัด ผิวใบด้านล่างมีขนสั้นหยิกงอหนาแน่นสีขาว เนื้อใบค่อนข้างหนา เส้นแขนงใบข้างละ 8-15 เส้น ปลายเส้นโค้งจรดกัน
  • ดอก: ช่อดอกแบบกระจุก ยาว 3-6 ซม. ออกตามซอกใบ มีขนยาวแข็งสีขาวหนาแน่น กลีบเลี้ยงสีเขียวอ่อนหรือม่วงอมแดง ยาว 1-2 มม. กลีบดอกสีเหลืองอมเขียวหรือสีแดงอมม่วงเข้ม โคนเชื่อมติดกันทรงคล้ายชาม ปลายแยก 5 แฉก รูปไข่ ยาว 5 มม. ปลายแหลม กลีบบิดเวียนซ้าย
  • ผล: ผลเป็นฝักคู่ รูปทรงกระบอก ยาว 12-18 ซม. กว้าง 7-10 มม. แต่ละฝักเหยียดตรงและกางออกสองข้าง มีขนสั้นหนาแน่น ฝักแก่แห้งแตก
  • เมล็ด: มีเมล็ดจำนวนมาก รูปแถบ ยาว 1.2 ซม. ปลายด้านหนึ่งมีพู่ขนสีขาว ยาว 3-4 ซม.

ประโยชน์

การใช้ประโยชน์ของเครือไพสง สามารถนำมาเป็นอาหาร ยอดอ่อน กินเป็นผักสดมีรสฝาด จิ้มน้ำพริก 

สรรพคุณทางสมุนไพร: ใช้ยางสีขาวทาแผลสดห้ามเลือด และช่วยสมานแผล, ยางใส่แผลแก้พิษแมลงป่อง, ยางใช้ทารักษาแผลร้อนในภายในช่องปาก (ภาษาอีสานเรียกว่า “ปากเป็นกาง”) แผลในช่องปาก หรือแผลจากโรคปากนกกระจอก, รากต้มน้ำดื่มรักษาโรคปากนกกระจอก, ทุกส่วนต้มดื่ม หรือเข้ายาอื่นๆ ทำเป็นลูกกลอนบำรุงกำลัง บำรุงธาตุขันธ์, รากเครือไพสง+รากเอื้อง/เอื้องหมายนา ต้มน้ำแล้วผสมกับ น้ำมะนาว ดื่มขับนิ่ว

นอกจากนี้ยังสามารถใช้ประโยชน์จาก เถาเนื้อเหนียวคล้ายเครือซูด ใช้แทนเชือกมัดสิ่งของ สานลอบ สานไซ และประโยชน์ในด้านอื่น เช่น ใบและเถาเป็นอาหารช้าง, อาหารวัว-ควาย

*ดูเพิ่มเติม: พันธุ์ไม้ในกลุ่มสมุนไพร พันธุ์ต่าง ๆ ...

อ้างอิง: มานพ ผู้พัฒน์, ปรีชา การะเกตุ, ขวัญใจ คำมงคล และศรัณย์ จิระกร. 2561. ป่าบุ่งป่าทาม ภาคอีสาน. สำนักงานหอพรรณไม้, กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช, กรุงเทพฯ.